ภาษาไทย English
 
เข้าสู่ระบบสมาชิก
ลงทะเบียน
เพื่อรับข้อมูลจากสมาคม
 
กฎระเบียบข้อบังคับ
วงการนี้มีคนหลากหลาย พร้อมใจกันดูแลเพื่อนสมาชิกให้ดี จะทำให้งานมีมาตรฐาน เพื่อพัฒนาวิชาชีพและสังคมไทย …
ข้อบังคับ
 
สมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย (พ.ศ. 2543)
 
ข้อบังคับ สมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 ประกอบด้วย 8 หมวดบังคับดังนี้
 
  1. ชื่อ เครื่องหมาย และสถานที่ตั้ง
  2. วัตถุประสงค์
  3. สมาชิกภาพ
  4. การบริหารงานและการดำเนินงาน
  5. การประชุม
  6. การเงินและทรัพย์สิน
  7. การเลิกสมาคม
  8. บทเฉพาะกาล
 
 
1. ชื่อสมาคม
สมาคมนี้ใช้ชื่อว่า "สมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย" ใช้อักษรย่อว่า ส.ม.ท. ชื่อภาษาอังกฤษว่า The Valuers Association of Thailand ใช้อักษรย่อว่า V.A.T.
 
2. เครื่องหมาย
เครื่องหมายของสมาคมมีลักษณะเป็น รูปตราชู ประกอบกับแผนที่ประเทศไทยบรรจุอยู่ในวงกลม มีชื่อของสมาคม ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง
 
3. สถานที่ตั้ง และสำนักงาน
สำนักงานกลางประเมินราคาทรัพย์สิน อาคารสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกอกน้อย ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางพลัด กรุงเทพมหานคร
 
 
4. วัตถุประสงค์ของสมาคม

4.1 ส่งเสริมการผลิตบุคลากรด้านการประเมินค่าทรัพย์สิน

4.2 กำหนดและพัฒนามาตรฐานการประกอบวิชาชีพประเมินค่าทรัพย์สิน

4.3 ร่วมมือและประสานงานกับสมาคมนักประเมินค่าทรัพย์สินแห่งอาเซียน และ สมาคมหรือสถาบันที่มีวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกันทั้งภายใน และภายนอกประเทศ

4.4 สนับสนุนการวิจัย เผยแพร่เอกสารวิชาการ ให้บริการข่าวสารข้อมูล จัดประชุม ละสัมมนาการประเมินค่าทรัพย์สิน

4.5 ให้คำปรึกษาและพิจารณาข้อพิพาทเกี่ยวกับงานประเมินค่าทรัพย์สิน ระหว่าง สมาชิกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

4.6 กำหนดและวางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพ รวมทั้งสอดส่องดูแล ความประพฤติ และมารยาทของสมาชิกสมาคม

4.7 เป็นสมาคมวิชาชีพอิสระไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง โดยมุ่งบำเพ็ญประโยชน์ ในด้านวิชาชีพประเมินค่าทรัพย์สิน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม

 
 
5. คุณสมบัติของสมาชิก

5.1 เป็นผู้มีสัญชาติไทย (ยกเว้นสมาชิกกิตติมศักดิ์) และหากเป็นบุคคลธรรมดาต้องเป็นผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว

5.2 ไม่เคยถูกออกจากงาน เนื่องจากการทุจริต หรือประพฤติผิดวินัยอย่างร้ายแรง

5.3 ไม่เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ความผิดที่เป็น ลหุโทษ หรือความผิดที่กระทำโดยประมาท หรือโทษทางการเมือง

5.4 ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือน

5.5 ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย

 
6. ประเภทสมาชิก
สมาชิกทั้งหมดมี 5 ประเภท
 

6.1 สมาชิกวิสามัญ ได้แก่

ก. ผู้สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุปริญญาหรือเทียบเท่าขึ้นไปในสาขา ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ หรืออสังหาริมทรัพย์อื่นที่อาจจำนองได้ จากสถานศึกษาที่สมาคมรับรอง และประกอบวิชาชีพประเมินค่าทรัพย์สิน มาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี

ข. ผู้ที่ประกอบวิชาชีพประเมินค่าทรัพย์สินมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี โดยมี สถาบันที่ผู้นั้นทำงานอยู่รับรอง

 

6.1 สมาชิกสามัญ ได้แก่

ก. ผู้ที่สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าขึ้นไปในสาขาวิชา อสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์อื่นที่อาจจำนองได้ และประกอบ วิชาชีพประเมินค่าทรัพย์สินมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี

ข. ผู้ที่สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าขึ้นไป และประกอบ วิชาชีพประเมินค่าทรัพย์สินมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปี

ค. ผู้ที่เป็นสมาชิกวิสามัญมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี ซึ่งผ่านการทดสอบความรู้ ตามที่สมาคมกำหนด

 
6.3 สมาชิกอาวุโส ได้แก่

ผู้ที่เป็นสมาชิกสามัญมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี และประกอบวิชาชีพประเมินค่า ทรัพย์สินมาแล้วเป็นระยะเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าเจ็ดปี ซึ่งผ่านการทดสอบ ความรู้ตามที่สมาคมกำหนด

 

6.4 สมาชิกกิตติมศักดิ์ ได้แก่

บุคคลผู้ทรงเกียรติคุณหรือผู้มีอุปการะคุณเป็นพิเศษอย่างเด่นชัดต่อสมาคม หรือต่อวิชาชีพประเมินค่าทรัพย์สิน ึ่งคณะกรรมการบริหารสมาคมมีมติเป็น เอกฉันท์ให้เชิญเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์

 
7. การเข้าเป็นสมาชิก

ผู้ประสงค์จะสมัครเป็นสมาชิก ต้องยื่นคำขอสมัครตามแบบที่กำหนดไว้ โดยมีสมาชิกสามัญหรือสมาชิกอาวุโสรับรองไม่น้อยกว่าสองคน เมื่อคณะกรรมการบริหารลงมติให้รับ ผู้ใดเป็นสมาชิกแล้ว ให้เลขาธิการแจ้งให้ผู้สมัครทราบ และประกาศชื่อไว้ ณ สำนักงานของสมาคม ผู้ที่ผ่านการพิจารณารับเข้าเป็นสมาชิกแล้ว จะต้องชำระค่าจดทะเบียนเข้าเป็นสมาชิกภายใน 30 วัน จึงจะถือว่าเป็นสมาชิกโดยสมบูรณ์ ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้รับการพิจารณาหากไม่ได้มีข้อถูกรังเกียจแต่อย่างใดอาจแสดงความจำนง และสมัครได้อีกภายหลังเวลา 12 เดือน นับจากวันที่มีมติไม่อนุมัติครั้งแรกของกรรมการบริหาร

 
8. ค่าจดทะเบียนและค่าบำรุง

8.1 สมาชิกวิสามัญ
1) ค่าจดทะเบียน 100 บาท
2) ค่าบำรุงปีละ 300 บาท

 

8.2 สมาชิกสามัญ และสมาชิกอาวุโส
1) ค่าจดทะเบียน 100 บาท
2) ค่าบำรุงปีละ 500 บาท
3) ค่าบำรุงตลอดชีพ 10,000 บาท

 

8.3 สมาชิกกิตติมศักดิ์
ไม่ต้องเสียค่าบำรุง

 
8.4 ให้สมาชิกชำระค่าบำรุงดังกล่าวให้เสร็จเรียบร้อยในระหว่าง 3 เดือนแรกของปี
 
9. สิทธิสมาชิก
9.1 สมาชิกทุกประเภทมีสิทธิดังนี้

9.1.1 เสนอความคิดเห็นใด ๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินงานเพื่อความเจริญก้าวหน้า ของสมาคมต่อคณะกรรมการบริหารหรืออนุกรรมการ
9.1.2 ใช้สถานที่ของสมาคมหรือที่สมาคมเกี่ยวข้องและมีสิทธิใช้อยู่
9.1.3 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้แทนสมาคมในการร่วมกิจกรรมสังคม การบำเพ็ญ ประโยชน์ การประชุมวิชาการ ทั้งที่สมาคมจัดเองและที่สมาคมได้รับ เชิญให้ไปร่วมกับองค์การนั้น
9.1.4 ใช้ชื่อว่าเป็นสมาชิกสมาคมตามประเภทของสมาชิกตามระเบียบว่าด้วย การใช้ชื่อนั้น ๆ
9.1.5 ได้รับบริการของสมาคมตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหารกำหนด เช่น ได้รับข่าวสารทั่วไป
9.1.6 เข้าร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปี และประชุมทางวิชาการ หรือประชุม อื่นใดที่สมาคมจัดขึ้น และประกาศหรือแจ้งให้สมาชิกของสมาคม ทุกคนทราบ

 
9.2 สมาชิกสามัญและสมาชิกอาวุโสมีสิทธิดังนี้

9.2.1 ได้รับเลือกตั้ง แต่งตั้ง เป็นกรรมการบริหาร และอนุกรรมการ
9.2.2 ออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งกรรมการบริหารสมาคม
9.2.3 ได้รับการคุ้มครอง ส่งเสริม ช่วยเหลือ และควบคุม ในการประกอบวิชาชีพ ประเมินราคาตามแบบแผนและมารยาทที่สมาคมกำหนดไว้
9.2.4 เข้าประชุมทางวิชาการซึ่งสมาคมจัดขึ้นเฉพาะสำหรับสมาชิกสามัญ และหรือสมาชิกอาวุโส
9.2.5 ได้รับบริการพิเศษของสมาคมตามที่คณะกรรมการบริหารกำหนด เช่น ได้รับข่าวสารพิเศษที่เป็นประโยชน์ต่อการประกอบวิชาชีพประเมิน ราคา ได้รับการเตือนและการช่วยเหลือในการต่ออายุใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพเป็นต้น

 
10. หน้าที่ของสมาชิก
10.1 สมาชิกวิสามัญ มีหน้าที่ซึ่งควรปฏิบัติดังนี้
10.1.1 ช่วยเหลือ ร่วมมือ และส่งเสริมงานของสมาคม
10.1.2 ร่วมประชุมและร่วมงานที่สมาคมจัดขึ้นอย่างอุทิศเวลาให้และด้วย ความตั้งใจ
10.1.3 ติดต่อกับสมาคมอยู่เสมอด้วยตนเอง หรือโดยทางเอกสาร
10.1.4 มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนสมาชิก
10.1.5 ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของสมาคม
 

10.2 สมาชิกสามัญ และสมาชิกอาวุโส

มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามแบบแผนและมรรยาทในการประกอบวิชาชีพ ประเมินราคาที่สมาคมกำหนดไว้

 

11. การขาดจากสมาชิกภาพ

สมาชิกทุกประเภทขาดจากสมาชิกภาพต่อเมื่อ
 
11.1 ตาย
 
11.2 ลาออก
 

11.3 กรรมการบริหารสมาคมลงมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ให้ออก จากสมาชิกภาพ แต่สำหรับสมาชิกกิตติมศักดิ์ ต้องเป็นมติเอกฉันท์ของที่ ประชุมใหญ่

 

11.4 สมาชิกที่ขาดการชำระค่าบำรุงสมาคม คณะกรรมการบริหารมีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ออกจากสมาชิกภาพ

 

11.5 สมาชิกซึ่งถูกลงโทษให้ออกจากสมาชิกภาพเพราะกระทำผิดมาตรฐานวิชาชีพ และจรรยาบรรณตามข้อกำหนดของสมาคม

 

สมาชิกที่ขาดจากสมาชิกภาพตามข้อ 11.2 , 11.3 หรือ 11.4 อาจเข้าเป็นสมาชิก ได้อีกโดยความเห็นชอบของกรรมการบริหารสมาคมที่เข้าประชุม ลงมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 สำหรับการกลับเข้าเป็นสมาชิกของสมาชิกซึ่งขาดจากสมาชิกภาพตามข้อ 11.5 ให้เป็นไปตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการควบคุมมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณสมาชิก

 
 

12. คณะกรรมการ

สมาคมนี้บริหารและดำเนินงานโดยคณะกรรมการบริหาร ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่า 11 คน และไม่เกินกว่า 15 คน
 

13. กรรมการบริหารสมาคม

การจัดตั้งคณะกรรมการบริหารสมาคม มีวิธีดำเนินการดังนี้

13.1 ให้สมาชิกสามัญและอาวุโส เลือกตั้งนายกสมาคมและกรรมการบริหาร สมาคมภายใน 3 เดือน ก่อนที่คณะกรรมการบริหารชุดที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ จะหมดวาระโดยมีขั้นตอนดังนี้

1) เลือกตั้งนายกสมาคม 1 คน
2) เลือกตั้งกรรมการบริหาร 7 คน
3) กรรมการที่เหลืออีกไม่เกิน 7 คน นั้นให้เป็นเอกสิทธิของนายกสมาคม ที่จะเลือกสมาชิกผู้ใดจากสมาชิกสามัญ และอาวุโสเป็นกรรมการได้

13.1.1 ในการเลือกตั้งนายกสมาคมตาม 1) ให้สมาชิกเสนอชื่อผู้ที่สมควร และมีสมาชิกรับรอง 2 นาย แล้วให้สมาชิกในที่ประชุมใหญ่ออก เสียงเลือกโดยวิธีลงคะแนนเสียง ผู้ใดได้คะแนนสูงสุดผู้นั้นได้เป็น นายกสมาคม ถ้าได้คะแนนเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
13.1.2 ในการเลือกกรรมการตาม 2) ให้ดำเนินการเลือกตามวิธีการเลือกตั้ง นายกสมาคม ผู้ใดได้รับคะแนนสูงสุดตามลำดับผู้นั้นได้เป็นกรรมการ ถ้าได้คะแนนเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
13.1.3 ในการเลือกกรรมการตาม 3) เมื่อที่ประชุมใหญ่ได้เลือกผู้ใดเป็น นายกสมาคมแล้ว ให้นายกประกาศชื่อผู้ที่ตนเลือกเข้าเป็น กรรมการ อีก 3 – 7 คน ไว้ ณ สำนักงานสมาคมและแจ้งให้สมาชิกทราบภายใน 2 เดือน หลังจากวันประชุมใหญ่

13.2 นายกสมาคมจะต้องแต่งตั้ง กรรมการบริหารในตำแหน่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

อุปนายก 2 ตำแหน่ง
เลขาธิการ 1 ตำแหน่ง
นายทะเบียน 1 ตำแหน่ง
เหรัญญิก 1 ตำแหน่ง
ประชาสัมพันธ์ 1 ตำแหน่ง
ปฏิคม 1 ตำแหน่ง
กรรมการ ตามความเหมาะสม 3 – 7 ตำแหน่ง
 

13.3 ให้คณะกรรมการบริหารเป็นผู้แต่งตั้งผู้จัดการสมาคม หากเห็นว่าจำเป็นต้องมี

13.4 ให้กรรมการบริหารสมาคมอยู่ในตำแหน่งได้วาระละ 2 ปี
ในกรณีที่คณะกรรมการบริหารสมาคมชุดใหม่ยังมิได้รับมอบหมายการงานจาก คณะกรรมการบริหารชุดเก่า ให้คณะกรรมการบริหารชุดเก่ารับผิดชอบบริหารงานต่อไปจนกว่า จะมอบหมายการงานเสร็จ ทั้งนี้ จะต้องให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับจากวันที่คณะกรรมการบริหารชุดใหม่แถลงเป้าหมายและนโยบายการดำเนินงานต่อที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี
13.5 ถ้ากรรมการบริหารขาดจำนวนลงก่อนถึงกำหนดตามวาระ ให้นายกสมาคม แต่งตั้งสมาชิกสามัญหรือสมาชิกอาวุโสเข้าดำรงตำแหน่งแทน และให้อยู่ในตำแหน่งชั่ววาระของคณะกรรมการบริหารชุดนั้น หากตำแหน่งนายกสมาคมว่างลงก่อนหมดวาระไม่ว่าโดยประการใด ให้คณะกรรมการบริหารจัดการประชุมใหญ่เพื่อเลือกตั้งนายกสมาคมขึ้นใหม่โดยเร็ว และให้ผู้ ได้รับเลือกตั้งดำรงตำแหน่งนายกสมาคมได้เพียงเท่าระยะเวลาที่ยังเหลืออยู่ตามวาระของคณะกรรมการบริหารชุดนั้น
13.6 ให้นายกสมาคมซึ่งพ้นจากตำแหน่ง เป็นนายกกิตติมศักดิ์และเป็นกรรมการที่ปรึกษาด้วย
 

14. กรรมการที่ปรึกษาและอนุกรรมการ

นายกสมาคมอาจแต่งตั้งกรรมการที่ปรึกษาได้ ในกรณีที่จำเป็นเพื่อช่วยเหลือ การดำเนินงานของสมาคม คณะกรรมการบริหารอาจพิจารณาแต่งตั้งอนุกรรมการตามความ เหมาะสมได้

ตำแหน่งกรรมการที่ปรึกษาและอนุกรรมการ สิ้นสุดลงพร้อมกับวาระของนายกสมาคมและกรรมการบริหารชุดที่เป็นผู้แต่งตั้ง

 

15. อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหาร

 
15.1 คณะกรรมการบริหารมีหน้าที่บริหารและมีอำนาจออกระเบียบใด ๆ เพื่อให้ บรรลุวัตถุประสงค์และเป็นไปตามเจตนาของข้อบังคับนี้
15.2 กรรมการบริหารแต่ละคนมีหน้าที่ให้ความคิดเห็น และปฏิบัติงานร่วมกัน รวมทั้งรับผิดชอบให้การดำเนินงานของสมาคมเป็นไปด้วยดี
15.3 นายกสมาคมมีอำนาจแต่งตั้ง มอบอำนาจ บังคับบัญชา และถอดถอน พนักงาน เจ้าหน้าที่ของสมาคมตามมติของคณะกรรมการบริหาร
15.4 ในกรณีที่นายกสมาคมไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติงานได้ ให้อุปนายก ทำหน้าที่แทน และถ้าอุปนายกทั้งสองคนไม่สามารถปฏิบัติงานได้ ให้คณะ กรรมการบริหารเลือกกรรมการคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่แทน
 
 

16. การประชุมกรรมการบริหาร

16.1 ให้คณะกรรมการบริหารประชุมเพื่อปรึกษาหารือกิจกรรมของสมาคมปีหนึ่ง ไม่น้อยกว่า 6 ครั้ง โดยเลขาธิการสมาคมเป็นผู้เชิญประชุมตามความเห็นชอบ ของนายกสมาคม
16.2 กรรมการบริหารจำนวนไม่น้อยกว่า 5 คน มีสิทธิขอให้เรียกประชุมคณะ กรรมการบริหารเป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาข้อเสนอพิเศษใด ๆ ก็ได้ ในกรณีนี้ ให้นายกสมาคมจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารตามคำขอภายใน กำหนด 15 วัน
16.3 องค์ประชุมทุกครั้งต้องมีกรรมการบริหารเข้าประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ จำนวนกรรมการบริหารทั้งหมด ให้นายกสมาคมเป็นประธานในที่ประชุม ถ้านายกสมาคมไม่อยู่ให้อุปนายกเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าทั้งนายกและ อุปนายกไม่อยู่ให้ที่ประชุมเลือกตั้งประธานขึ้นชั่วคราวในการประชุมนั้น
16.4 มติที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธาน เป็นผู้ชี้ขาด
16.5 รายงานการประชุมทุกครั้งต้องเสร็จภายใน 15 วัน และส่งให้คณะกรรมการ บริหารแต่ละคนก่อนถึงวันประชุมครั้งต่อไป

16.6 มติที่ประชุมให้ถือเป็นหลักปฏิบัติ เพื่อดำเนินการสืบเนื่องต่อไป

 

17. การประชุมใหญ่สามัญ

17.1 ให้มีการประชุมใหญ่สามัญ เพื่อเป็นการประชุมสมาชิกของสมาคมอย่างน้อย ปีละครั้งภายในเดือนกุมภาพันธ์ โดยอย่างน้อยต้องมีระเบียบวาระดังต่อไปนี้

17.1.1 นายกสมาคมแถลงกิจการในรอบปี
17.1.2 เหรัญญิกเสนองบดุล ซึ่งผู้สอบบัญชีสมาคมรับรองแล้ว
17.1.3 เลือกตั้งผู้สอบบัญชี 17.1.4 สมาชิกแสดงความคิดเห็น 17.1.5 เรื่องอื่น ๆ
17.2 ให้มีการประชุมใหญ่สามัญเพื่อเลือกคณะกรรมการบริหารใหม่ทุก 2 ปี ภายใน เดือนกุมภาพันธ์ ของปี
 

18. การประชุมใหญ่วิสามัญ

เมื่อคณะกรรมการบริหารเห็นสมควร ให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญเพื่อพิจารณาเรื่องใดเป็นพิเศษ หรือเมื่อสมาชิกสามัญและสมาชิกอาวุโสไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ลงนามร่วมกัน ร้องขอ โดยจะต้องแจ้งระเบียบวาระการประชุมให้สมาชิกทราบล่วงหน้า
 

19. องค์ประชุม ประธาน มติของการประชุมใหญ่

การประชุมใหญ่ทุกครั้งต้องมีสมาชิกเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 ของจำนวนสมาชิกที่มีสิทธิออกเสียงหรือไม่น้อยกว่า 100 คน จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม ถ้าถึงกำหนดเวลาประชุมและมีสมาชิกเข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุม ก็ให้ขยายเวลาออกไปอีก 1 ชั่วโมง ถ้าไม่ครบองค์ประชุมอีกก็ให้เลื่อนการประชุมคราวนั้นไป และจัดให้มีการประชุมอีกครั้ง หลังจาก ได้ล่วงเลยมาแล้วไม่น้อยกว่า 15 วัน แต่จะต้องไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันที่ได้เลื่อนการประชุมครั้งแรก โดยแจ้งการเลื่อนประชุมให้สมาชิกทราบเป็นลายลักษณ์อักษร หากการประชุมครั้งต่อไปไม่ครบองค์ประชุม และได้รอแล้วก็ให้มีการประชุมได้ ยกเว้นการประชุมใหญ่วิสามัญที่เกิดจากการร้องขอของสมาชิกก็ไม่ต้องจัดประชุมใหม่ ให้ถือว่าการประชุมเป็นอันยกเลิก
19.1 ให้นายกสมาคมเป็นประธานของที่ประชุม ถ้านายกสมาคมไม่อยู่หรือไม่ สามารถดำเนินการได้ ก็ให้อุปนายกเป็นประธานของที่ประชุม
19.2 สมาชิกสามัญ และอาวุโส มีสิทธิลงคะแนนเสียงได้คนละ 1 คะแนน นอกจาก จะได้บังคับไว้เป็นอย่างอื่น มติของที่ประชุมใหญ่ให้ถือเสียงข้างมากของ สมาชิกสามัญและสมาชิกอาวุโสเป็นเกณฑ์ หากคะแนนเสียงเท่ากันให้ ประธานในที่ประชุมออกเสียงอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
 
 
20. รายได้และทรัพย์สินต่าง ๆ ที่สมาคมได้มาจะด้วยทางใดก็ตามจะนำไปใช้เพื่อที่จะดำเนินการ ตามวัตถุประสงค์ของสมาคมตามที่ระบุไว้ในระเบียบข้อบังคับนี้เท่านั้น

21. การเงินและทรัพย์สินทั้งหมดให้อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการ เงินสดของสมาคม

ถ้ามีให้นำฝากไว้ในธนาคารใดธนาคารหนึ่งตามแต่คณะกรรมการจะเห็นสมควร

22. ให้เหรัญญิกมีอำนาจเก็บรักษาเงินสดของสมาคมได้ครั้งละไม่เกิน 5,000 บาท (ห้าพันบาทถ้วน)

ถ้าเกินกว่าจำนวนนี้จะต้องนำฝากธนาคารในบัญชีของสมาคมทันทีที่โอกาสอำนวยให้

23. ให้เหรัญญิกมีอำนาจอนุมัติสั่งจ่ายเงินของสมาคมได้ครั้งละไม่เกิน 50,000 บาท (ห้าหมื่นบาท ถ้วน) และให้นายกสมาคมมีอำนาจอนุมัติสั่งจ่ายเงินของสมาคมครั้งละไม่เกิน 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่านั้นจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ

24. การลงนามในตั๋วเงินหรือเช็คของสมาคม หรือใบเสร็จรับเงินของสมาคมจะต้องมีลายมือชื่อ ของนายกสมาคม หรืออุปนายกสมาคม หรือเลขาธิการของสมาคม คนใดคนหนึ่ง ลงนามร่วม กับเหรัญญิก พร้อมประทับตราของสมาคมจึงจะถือว่าใช้ได้

25. ให้เหรัญญิกจัดทำบัญชีแสดงเงินที่ได้รับและที่จ่ายไปโดยแท้จริงของสมาคม ตลอดจนราย

ละเอียดและหลักฐานของรายรับและรายจ่ายและบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของสมาคม

26. ให้เก็บสมุดบัญชีไว้ ณ สำนักงานของสมาคม หรือที่ทำการของฝ่ายเหรัญญิก

27. ให้ถือว่าเอาวันที่ 31 ธันวาคม เป็นวันปิดงวดบัญชีประจำปีของสมาคม ให้มีการตรวจสอบ บัญชีและรับรองงบดุลของสมาคมโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาตซึ่งแต่งตั้งโดยที่ประชุมใหญ่ สามัญประจำปี ผู้สอบบัญชีจะต้องมิใช่กรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของสมาคม

28. ผู้สอบบัญชีมีอำนาจที่จะเรียกเอกสารที่เกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สินจากคณะกรรมการ และ สามารถจะเรียกกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของสมาคมเพื่อสอบถามเกี่ยวกับบัญชีและทรัพย์สิน ของสมาคมได้

29. คณะกรรมการจะต้องให้ความร่วมมือกับผุ้ตรวจสอบบัญชีเมื่อได้รับการร้องขอ

 
 

30. การเลิกสมาคมจะกระทำได้ต่อเมื่อที่ประชุมใหญ่วิสามัญซึ่งเรียกประชุมเพื่อการนี้โดยเฉพาะมี มติให้เลิกสมาคมโดยมีคะแนนเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่า 7 ใน 8 ของสมาชิกที่มาประชุม และมี สิทธิออกเสียง

 
31. หนังสือเรียกประชุมเพื่อพิจารณาเลิกสมาคม ให้ส่งแก่สมาชิกทุกคนไม่น้อยกว่า 1 เดือน ก่อน ถึงกำหนดวันประชุมดังกล่าว 32. เมื่อเลิกสมาคม ถ้ามีทรัพย์สินเหลืออยู่หลังจากที่ได้ชำระบัญชีแล้ว ให้มอบหรือโอนทรัพย์สิน เหล่านี้ให้แก่กรมที่ดิน
 
 
33. อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการผู้เริ่มการก่อตั้ง
ให้คณะกรรมการผู้เริ่มการก่อตั้งปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการบริหารสมาคมไปพลางก่อนในสมัยแรกเป็นเวลา 2 ปี เพื่อที่จะให้การดำเนินงานของสมาคมเป็นไปด้วยดี
 
34. การบังคับใช้ข้อบังคับของสมาคม
ข้อบังคับของสมาคมฉบับนี้ให้มีผลบังคับได้นับแต่วันที่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้เป็นนายทะเบียนสมาคม รับจดทะเบียนให้ โดยให้ยกเลิกข้อบังคับของสมาคมฉบับเดิมซึ่งใช้บังคับมาตั้งแต่ พ.ศ. 2528 ทั้งฉบับ อนึ่ง การเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขข้อบังคับของสมาคมไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ และต้องนำความไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมาย จึงจะมีผลใช้บังคับได้
 
หน้าหลัก | ประวัติและวัตถุประสงค์ | คณะกรรมการ | กฏระเบียบข้อบังคับ | การฝึกอบรมและสัมมนา | ติดต่อสมาคม